Welcome to Kruying2513 blog ยินดีต้อนรับสู่บลอก kruying2513 สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อและแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้เรียน

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ช่วยด้วย !…หนูเรียนไม่เก่ง




ทำไมหนูเรียนไม่เก่ง?
ถ้าเลือกเกิดได้ เด็กทุกคนคงอยากเกิดมาเรียนเก่ง พ่อแม่จะได้ชื่นชม ไม่มีใครอยากเกิดมาเรียนโง่ /เรียนอ่อน สาเหตุที่ทำให้เด็กเรียนไม่เก่งมี ดังต่อไปนี้
ก. สาเหตุที่ตัวเด็ก
1. สาเหตุด้านร่างกายและสติปัญญา ได้แก่
1.1 เด็กที่มีภูมิปัญญาบกพร่อง พัฒนาการล่าช้ามาตั้งแต่เด็กเล็ก เช่น เดินได้ช้า พูดได้ช้า ทำให้เรียนตามเพื่อนไม่ทันหรือหัวช้า
1.2 เด็กที่ฉลาดดี รู้เรื่องทุกอย่าง ไหวพริบดี แต่มีความยากลำบากในการอ่าน เขียน หรือวิชาคณิตศาสตร์ วิชาใดวิชาหนึ่งหรือหลายวิชา เรียกว่า ความบกพร่องของทักษะในการเรียน (Learning disorder) ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองบางส่วน ทำให้เด็กทำไม่ได้ แม้จะพยายามแล้วก็ตาม
1.3 เด็กที่มีความผิดปกติของประสาทสัมผัส เช่น ความผิดปกติของสายตา การได้ยินหรือความพิการที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียน
1.4 เด็กที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต หรือโรคที่มีผลกระทบต่อสมอง ทำให้เด็กต้องขาดเรียนบ่อย ทำให้เรียนช้า ไม่ทันเพื่อน
1.5 เด็กซน-สมาธิสั้น ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมองบางส่วน ทำให้เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน วอกแวกง่าย ซน อยู่ไม่นิ่ง ทำให้มีปัญหาด้านการเรียน
1.6 เด็กปัญญาเลิศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักถูกมองข้ามเนื่องจากเด็กฉลาดเกินวัย มีความคิดสร้างสรรค์หรือมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน ทำให้เด็กขาดความสนใจในห้องเรียนเนื่องจากไม่ตรงกับความสนใจของเด็ก
2. สาเหตุด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล อาการทางจิต ทำให้ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็ก
3. สาเหตุจากลักษณะเฉพาะของเด็ก เช่น ขาดแรงจูงใจในการเรียน รักสบาย
ข. สาเหตุภายนอกตัวเด็ก ได้แก่
1. ปัญหาภายในครอบครัว เช่น ครอบครัวปล่อยปะละเลย ไม่สนใจเรื่องการเรียนของเด็ก หรือตามใจมากเกินไป ครอบครัวที่ใช้แรงงานเด็กเพื่อช่วยหารายได้ ทำให้ขาดโอกาสในการเรียน
2. ปัญหาของโรงเรียน เช่น ระบบของโรงเรียนปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูและกับเพื่อน พบว่าเด็กที่ขาดความสัมพันธ์อันดีกับครู มีการเปลี่ยนครูบ่อย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ รังแกเพื่อนหรือถูกเพื่อนข่มขู่ รังแก อาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้
ผู้ปกครองจะช่วยเหลืออย่างไร
1. ทำความเข้าใจปัญหาโดยสาเหตุและแก้ไขให้ตรงจุดซึ่งอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มจากครูหรือปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือเด็กต่อไป
2. มีความคาดหวังต่อการเรียนของเด็กให้สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริงของเด็ก
3. เพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่ลูก เช่น ไม่ตำหนิ เปรียบเทียบ ประชดประชันหรือจับผิด ให้อิสระในเรื่องส่วนตัวพอควร เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคิดและตัดสินใจ
4. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียน เช่น ชั้นการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กหูหนวก ตาบอด เชาว์ปัญญาช้าหรือการเรียนพิเศษเฉพาะด้าน
5. สร้างบรรยากาศในการเรียนให้น่าสนใจ เหมาะกับวัยของเด็ก
6. พัฒนาคุณสมบัติอื่นที่เอื้ออำนวยต่อการเรียน เช่น ส่งเสริมให้ช่วยเหลือตนเองและงานบ้านเพื่อเด็กจะได้มีความรับผิดชอบ ขยันและอดทน
7. ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ เช่น การเข้าใจและยอมรับตัวเองและผู้อื่นที่ไม่ใช่การเรียนเท่านั้น ส่งเสริมตามความสนใจของเด็ก เช่น งานประดิษฐ์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ทำอาหาร
8. ชื่นชมเมื่อเด็กพยายาม ให้ความสนใจ และรับผิดชอบต่อการเรียน ให้กำลังใจให้เด็กอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งที่มา : สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มาช่วยกันระดมสมอง

คลิ๊กดูรูป
นักเรียนที่ไม่ส่งการบ้านครู  นักเรียนคิดว่าเขาเหล่านั้นมีเหตุผลอะไร  หรือข้ออ้างที่นักเรียนมักจะนำไปอ้างกับคุณครู   ลองมาช่วยกันคิดหน่อยนะคะ
Excuses  for  not  having  homework

แล้วอย่าลืมมาส่งคำตอบกันนะคะ  มีรางวัลค่ะ

คลิ๊กดูรูป

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Lesson 10 It's a bargain!

หลังจากศึกษา  รายละเอียดในบทเรียนหน้า 68 – 69  Lesson  10  It’s  a  bargain  “In  the  department  store”  นักเรียนสามารถตอบคำถามต่อไปนี้เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในการอ่าน  คิด  วิเคราะห์เรื่องราว  และสามารถเขียนสื่อความ ตามความเข้าใจของนักเรียนได้ถูกต้อง   ลองทำดูนะคะ  
1.      Where are men’s coats?
2.      Where are women’s suits?
3.      What kinds of things can you buy in Accessories?
4.      What kinds of jewelry can you buy in the jewelry department?
5.      What kinds of things can you buy in Outerwear?
6.      What is happening at  the make up counter?
7.      Is there a good sale on leather belts?
8.      What is there a special on?
9.      Do you know what exactly the special is on raincoats?
10.  What is the girl looking at in the jewelry department?
11.  What accessory is the girl looking at?
12.  What make up is the girl at the counter looking at?
13.  What is the guy trying on in the outerwear department?
14.  Who is the security guard talking to?
15.  What is he talking to her about?
ฝึกตีความจากเรื่อง Making Inferences
อยากอ่านหนังสือเก่งๆ ต้องมีทักษะอีกอย่างหนึ่ง คือ Making Inference หรือการตีความจากเรื่อง การตอบคำถามจากเนื้อเรื่องได้โดยที่ไม่มีข้อความเขียนบอกโดยตรง แต่เราสรุปจากเนื้อหาที่อ่าน เป็นการคิดวิเคราะห์จากการอ่านค่ะ
ลองมาดูตัวอย่างกันนะ
1. The girl showed the lady her ticket. Then she walked down the stairs and found her seat. The players ran onto the field. They got into their positions. The ball went up in the air and the game began.

      Where was the girl?
2. The young woman looked down at her long dress. She felt like a princess. She and the others stood in the hall. They listened to the music. Then she heard the cue. She walked down the aisle as she held her flowers.

      What was this event?
   3.   The man measures the wood and uses a saw to cut it. He puts the wood    in  place and hammers nails into it. He continues until the entire wall is built.

      What is this man’s job?

4.    The students were very quiet when the teacher walked over to the science center. The children sat at their desks and looked down at their hands. No one made a sound. The teacher looked around the classroom. Then she saw the pieces on the floor.
                   
       What happened in the classroom?
5. The boy rode his bike to his friend’s house after dinner. When he got there, he rang the bell. He waited, but no one came to the door. He looked in the driveway. The car was not there. There were no lights on and the windows were all closed. The boy got back on his bike and went home.

          What did the boy think?
ที่มา: จากการศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัย Cambridge
คำตอบอยู่ข้างล่างนี้ แต่ต้องเลือกเอาเองนะว่าตรงกับข้อไหน
No one was home.
Someone broke a glass
Carpenter
Wedding
Football game

Body Parts ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

Vocabs

คำอ่าน

คำแปล

Headเฮดหัว
Hairแฮผม
Faceเฟสหน้า
Noseโนสจมูก
Earเอียหู
Eye อายตา
Mouthเมาธปาก
Teethทีธฟัน
Neckเน็คคอ
Handแฮนดมือ
Fingerฟิงเกอะนิ้วมือ
Elbowเอ็ลโบข้อศอก
Armอามแขน
Legเลกขา
Kneeนีเข่า
Shoulderโชลเดอะหัวไหล่
Backแบ็คหลัง
Footฟุทเท้า
Toeโทนิ้วเท้า

ตัวอย่างประโยคสนทนาที่เกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย

What’s wrong with you?
ว็อทส รอง วิธ ยู
เกิดอะไรขึ้นกับคุณ
My leg hurts.
มาย เลก เฮิทส
ขาฉันเจ็บ

ลองมาฝึกทำข้อสอบกันนะคะ

China Overtakes Japan as Second-Biggest Economy
China is now the world’s second-largest economy. It has (1) ____ Japan, which became number two in 1968. Experts say China is on (2) ____ to overtake the USA by 2030 to become the world’s biggest economic power. Newly-released figures value China’s economy (3) ____ $1.33 trillion, just higher than Japan’s $1.28 trillion. Just five years ago, China’s economy was half as small as Japan’s. China still has a long (4) ____ to go to get to number one - America’s economy is currently (5) ____ $14 trillion.
China is experiencing (6) ____ fast economic growth and is already the world’s biggest exporter. It is also the world’s biggest importer (7) ____ cars and steel. Its rapidly growing and wealthy population is spending like there’s no (8) ____. (9) ____ contrast, Japan has a rapidly aging and shrinking population which doesn’t want to spend. The Japanese are still among the richest people in the world. On (10) ____, a Japanese person earns nearly $38,000 a year, compared with $3,600 for a Chinese worker.
Put the correct words from this table into the article.
1.(a)overtaking(b)overtakes(c)overtaken
2.(a)course(b)cause(c)coarse
3.(a)at(b)on(c)in
4.(a)weigh(b)ways(c)way
5.(a)worthless(b)worth(c)worthwhile
6.(a)extremely(b)extremes(c)extremity
7.(a)at(b)by(c)of
8.(a)today(b)tomorrow(c)yesterday
9.(a)On(b)In(c)At
10.(a)average(b)available(c)avoid
From : http://www.newsenglishlessons.com/1008/100816-china_economy.html
สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Pronoun)
คำที่แสดงความเป็นเจ้าของ จะมี 2 ชนิด คือ
1. Possessive Adjective ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือน adjective คือต้องวางไว้หน้าคำนาม จะอยู่โดดๆ ไม่ได้
2. Possessive Pronoun อาจจะอยู่ตามลำพังได้ หรือตามหลัง verb to be

Possessive Adjective
Possessive Pronoun
myThat is my book.
yourThat is your book.
hisThat is his book.
herThat is her book.
ourThat is our book.
theirThat is their book.
mineThat book is mine.
yoursThat book is yours
hisThat book is his.
hersThat book is hers.
oursThat book is ours.
theirsThat book is theirs.

b_penguin_blue.gif

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Give Advice


Here are some ways which we can give give advice or make recommendations:
For example, imagine that your friend is worried that she is getting fat. She asks you for some advice. You can respond using the following phrases:
You should take some exercise.
You ought to eat more fruit and vegetables.
Why don't you go jogging?
How about eating less sugary food?

For stronger advice you can use 'have to' or 'must':
You must see a doctor
You have to take her to see that movie. She'll love it!

Using suggest and recommend

There are two ways which we can use 'recommend' and 'suggest':
I suggest taking a holiday.
I suggest (that) you take a holiday.
I recommend going to bed earlier.
I recommend (that) you go to bed earlier.

Using imperatives to give advice

We can use imperative verbs + '-ing' to give advice. Let's look at some more examples using your fat friend!:
Start going to the gym.
Stop drinking so much coke.
Consider switching to brown bread and rice.
Try cycling to work.

Here are some ways which we can give give advice or make recommendations:
For example, imagine that your friend is worried that she is getting fat. She asks you for some advice. You can respond using the following phrases:
You should take some exercise.
You ought to eat more fruit and vegetables.
Why don't you go jogging?
How about eating less sugary food?

For stronger advice you can use 'have to' or 'must':
You must see a doctor
You have to take her to see that movie. She'll love it!

 

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการทักษะชีวิต     
วิชา ภาษาอังกฤษพื้นฐาน  อ 22101  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   
เรื่อง การอ่านและวิเคราะห์ข่าว   เวลา  1  ชั่วโมง
************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้

            - ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟัง และอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล

2. สาระ/ตัวชี้วัด

           - อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ และบทร้อยกรองสั้น ๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน

3. วัตถุประสงค์

            3.1 เพื่ออ่านออกเสียง ข่าว ที่ถูกต้องตามหลักการอ่าน

            3.2 เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข่าวได้อย่างสร้างสรรค์

4. องค์ประกอบทักษะชีวิต

            - ทำงานร่วมกับผู้อื่นบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยและมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม

5. สาระเนื้อหา

            - การอ่านข่าวหนังสือพิมพ์

6. ภาระงาน/ชิ้นงานที่ควรปรากฏ

            - ผลงานการสรุปข่าวของนักเรียน

7. กิจกรรมการเรียนรู้

            7.1 แบ่งกลุ่มนักเรียน ศึกษาข่าว หนังสือพิมพ์ กลุ่มละ 5 คน

            7.2 ตัวแทนกลุ่มอ่านออกเสียงข่าวให้เพื่อนฟังในกลุ่ม

            7.3 นักเรียนในกลุ่มช่วยปรับปรุงแก้ไขการอ่านให้ถูกต้อง

            7.4 นักเรียนในกลุ่มช่วยกันสรุปข่าว

            7.5 ตัวแทนกลุ่มนำเสนอการอ่านข่าว และสรุปข่าว

            7.6 สนทนาด้วยเทคนิคคำถาม R - C - A เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การตัดสินใจในสถานการณ์อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ
                 คำถามเพื่อการสะท้อน (R)
                1. นักเรียนฟังข่าวนี้แล้วรู้สึกอย่างไร
                 คำถามเพื่อการเชื่อมโยง (C)
                 1. ที่ผ่านมานักเรียนสามารถหาข่าวจากแหล่งข่าวใดบ้าง
                 2. ข่าวนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด
                 3. นักเรียนมีวิธีการใดที่จะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อข่าวนั้น

                คำถามเพื่อการปรับใช้ (A)
                   1. ในโอกาสต่อไปถ้านักเรียนรับข่าวสารแล้วจะมีวิธีการนำไปสู่การเลือกคิดตัดสินใจในข่าวอย่างไร

8. สื่อการเรียนรู้

             - ข่าวสารประจำวันจากหนังสือพิมพ์ วิทยุหรืออินเทอร์เน็ต

9. การประเมินผล

            9.1 ตรวจผลงาน

            9.2 การทำงานร่วมกับผู้อื่นตามวิถีประชาธิปไตย

10. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
            10.1 นำไปจัดกิจกรรม ซ้ำ ๆ เพื่อให้นักเรียนได้คิดริเริ่ม ไตร่ตรอง การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
            10.2 มอบหมายให้นักเรียนศึกษาข่าวสารเป็นประจำ (โครงการรักการอ่าน)

************************

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คุณธรรมจริยธรรม

คุณธรรมจริยธรรม  คืออะไร
...คุณธรรมเป็ฯสภาวะความรู้สึกในจิตใจของมนุษย์ที่เป็นไปในทางที่ถูกต้อง
...จริยธรรมเป็นพฤติกรรมหรือการแสดงออกที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์
...ดังนั้นคุณธรรมจริยธรรมจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญและจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์เพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข  การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมจึงจำเป็นต้องกระทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนเป็นนิสัยของแต่ละบุคคล

ทำไมต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

ในสังคมปัจจุบัน  การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน  เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร  การศึกษา  การแสวงหาความรู้  การประกอบอาชีพ  การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก  นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น  เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียม  ประเพณี  การคิด  สังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  การปกครอง  มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ  และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้  รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น  และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต
.....ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2551 คือ ภาษาอังกฤษ  ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น  เช่น  ภาษาฝรั่งเศส  เยอรมัน  จีน  ญีปุ่น  อาหรับ  บาลี  และภาษากลุ่มประเทศเพื่อบ้านหรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจตของสถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม